คุณค่าทางอาหารของนมที่ให้ประโยชน์
นมคืออะไร ???
นมคือ ของเหลวสีขาวสะอาดสดเป็นปกติ ซึ่งได้จากการรีดจากเต้านมของสัตว์ให้นมต่าง ๆ ที่มีสุขภาพดี
เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ฯลฯ ในช่วงเวลาอย่าง น้อย ๓ วัน ภายหลังคลอดลูกหรือจนกว่าจะปราศจาก
นมเหลือง
องค์ประกอบของนมมีอะไรบ้าง
นมประกอบไปด้วย มันเนย (ไขมัน) โปรตีน น้ำตาลแลคโตส เกลือแร่ และน้ำ ดังตาราง
รายการ |
มันเนย |
โปรตีน |
แลคโตส |
เกลือแร่ |
น้ำ |
นมโค |
๔.๐% |
๓.๔% |
๔.๙% |
๐.๗% |
๘๗.๐% |
นมกระบือ |
๑๒.๕% |
๖.๐% |
๓.๗% |
๐.๙% |
๗๖.๙% |
นมแพะ |
๔.๐% |
๓.๗% |
๔.๒% |
๐.๘% |
๘๗.๓% |
นมมารดา |
๓.๗% |
๑.๖% |
๖.๙% |
๐.๒% |
๘๗.๖% |
หมายเหตุ
ก. ไขมันของนมนิยมเรียกว่า "มันเนย" (butter fat) เพราะใช้ทำเนยเหลว (butter)
ข. ธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนย (solid-not-fat) คือองค์ประกอบของนม ซึ่งประกอบด้วยโปรตีน+แลคโตส+
เกลือแร่
ค. ธาตุน้ำนมทั้งหมด (total solid) คือองค์ประกอบของนมทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย มันเนย+โปรตีน+แลคโตส+เกลือแร่
จ. นมที่มีขายในท้องตลาดส่วนมากคือนมโค
นมดิบคืออะไร
นมดิบ (raw milk) หมายถึง นมโคที่รีดมาจากเต้านมโคแล้วยังไม่ได้ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อดังนั้นจึงห้าม
ดื่มนมดิบนมโคแบ่งออกเป็นเกรดต่าง ๆ ตามคุณภาพ ดังต่อไปนี้
1. นมดิบเกรด เอ สำหรับผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ (Grade A raw milk for pasteurization) คือ นมที่ได้
จากฟาร์มที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับทางสุขาภิบาล และก่อนนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนต้องมีจุลินทรีย์
ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ โคโลนี/๑ มิลลิเมตร
2. นมดิบเกรด บี สำหรับผลิตเป็นนมพาสเจอไรซ์ (Grade B raw milk for pasteurization) คือ นมโคที่ได้
จากฟาร์มที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับทางสุขาภิบาล และก่อนนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนต้องมีจุลินทรีย์
ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ โคโลนี/มิลลิเมตร
คุณค่าทางอาหารของนมมีดังนี้
นมได้ชื่อว่าเป็นอาหารธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดยิ่งกว่าอาหารธรรมชาติอื่นใด นมประกอบด้วยอาหาร ๕ หมู่ คือ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เกลือแร่ และไวตามิน
1. โปรตีน : โปรตีนเป็นอาหารประเภทใช้ซ่อมแซมสิ่งสึกหรอและเสริมสร้างร่างกาย โปรตีนประกอบขึ้น
ด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด โปรตีนจากอาหารอื่นมีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วน ส่วนโปรตีนนมมีกรดอะมิโนครบถ้วน
ทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการ เจริญเติบโตร่างกายที่เรียกว่า
“เอสเซนเชี่ยล อะมิโนแอซิดส์”(essential amino acids) ได้แก่ เวลีน, ลิวซีน, ไอโซลิวซีน, ฟีนีลอาลานีน, เมทีโอนีน, ทริบโตเฟน อาร์จินีน, ฮีสติดิน, ไลซีนและทรีโอนีนนั้นมีครบถ้วนในโปรตีน นมเท่านั้น นอกจากนี้โปรตีนนมยังอุดมไปด้วยกำมะถัน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงนิยมเรียก
โปรตีนนมว่า “โปรตีนที่สมบูรณ์” หรือ “คอมพลีทโปรตีน”
2. ไขมัน : ไขมันนิยมเรียกว่า "มันเนย" หรือ "บัตเตอร์แฟ๊ท" (butter fat)ทั้งนี้เพราะเป็นไขมันอย่างเดียว
ที่นำไปทำ "เนยเหลว" หรือ "บัตเตอร์" (butter) มันเนยเป็นอาหารประเภทให้พลังงานสูง มันเนย ๑ กรัม ให้พลังงานถึง ๙ แคลลอรี่ มันเนยนอกจากจะประกอบด้วยกรดไขมันประเภทอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวธรรมดาแล้ว ยังประกอบด้วยกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อความเจริญเติบโตของร่างกายอีก ๒ ชนิดคือ กรดไลโนลีอิค และกรดอาราชิโดอิค
3. คาร์โบไฮเดรต : คาร์โบไฮเดรตของนมคือ น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม แลคโตส
เป็นอาหารประเภทที่ให้พลังงานในอัตรา ๑ กรัมต่อ ๔ แคลอรี่ และ ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดต่อร่างกาย คือ แลคโตส เป็นอาหารที่ควบคุมปริมาณของจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กของมนุษย์ ที่ดื่มนมเป็นประจำ เพื่อให้ระบบ
ขับถ่ายเป็นไปด้วยดี ซึ่ง หมายความถึงความมีสุขภาพดีอีกด้วย
4. เกลือแร่ : น้ำนมอุดมไปด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญที่สุดในการสร้างโครงกระดูก, ฟัน และนม ดังนั้นคนในวัยเจริญเติบโต, คนสูงอายุ, หญิงมีครรภ์และหญิงมีลูกอ่อนจึง ควรดื่มนมเป็นอาหารประจำ
5. ไวตามิน : ไวตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ เพื่อใช้ในขบวนการเมตาโบลิสซึ่ม (metabolism) ให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ถ้าขาดไวตามินมักจะทำ ให้เกิดโรคต่าง ๆ ไวตามินส่วนที่
พบในมันเนย เช่น ไวตามินเอ, ดี, อี, เค และคาโรตีน ส่วนไวตามินที่ละลายในน้ำนั้นได้แก่ ไทอามีน (บี ๑), ไรโบฟลาวิน (บี ๒) , ไนอาซีน, ไพริด๊อกซิน (บี ๖), กรดแพนโตเทนิค, ไปโอติน , กรดโฟลิค, โคลีน,
บี ๑๒, อินอซิตอล และไวตามิน ซี ดังนั้นจึงเห็นว่านมอุดมด้วยไวตามินต่าง ๆ ครบถ้วน
โปรตีนมี 2 ชนิดด้วยกันนั่นคือ
โปรตีนที่สมบูรณ์ คือ โปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 9 ชนิด เช่น เนื้อ ตับ นมไข่หรือ
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม จะเป็นแหล่งของโปรตีนที่สมบูรณ์โปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ คือโปรตีนที่ประกอบด้วย
กรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบถ้วน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ผัก ผลไม้ ดังนั้นผู้รับประทาน
มังสวิรัติจึงมีโอกาสขาดกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดได้หากเลือกบริโภพืชไม่หลากหลายชนิด
ประโยชน์ของโปรตีน
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็น
เนื้อเยื่อบริเวณผิวหนัง จำเป็นต่อการสร้างเอ็นไซม์ ฮอร์โมนต่างๆ และสารสื่อประสาทใช้เป็นแหล่งพลังงาน
เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรทและไขมัน
ประโยชน์ของไขมัน
1. ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย
2. ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
3. ช่วยป้องกันไม่ให้อวัยวะภายในของร่างกายกระทบกระเทือนด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
4. ช่วยละลายวิตามินบางชนิดเพื่อให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ วิตามินที่สามารถ
ละลายได้ในไขมัน วิตามิน เอ ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์
ชาวสหรัฐอเมริกา เราสามารถพบได้ทั้งในอาหารจากพืชและสัตว์
1. ในสัตว์ ได้แก่ ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา นม เนย
2. ในพืช ได้แก่ ผักที่มีสีเขียวจัด เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ขนุน กล้วย
ประโยชน์ของวิตามิน เอ
- ช่วยบำรุงสายตา ผิวหนัง และเยื่อบุอวัยวะต่าง ๆ
-ช่วยป้องกันการแพ้แสงสว่างของบางคนผู้ที่ต้องการวิตามินเอมาก คือผู้ที่ต้องใช้สายตามาก -ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
ประโยชน์ของวิตามิน ดี
1. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้เจริญเติบโตแข็งแรง
2. ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อน
3. ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย
4. ควบคุมปริมาณของแคลเซียมในเลือด
ผลจากการขาดวิตามิน ดี
1. ทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน ขาโก่งงอ
2. ฟันผุง่าย
3. ภูมิต้านทานโรคต่ำ
ประโยชน์ของวิตามิน อี
1. ป้องกันการเป็นหมัน
2. ป้องกันโรคโลหิตจาง
3. ป้องกันการแท้งบุตร
4. ช่วยในการลดปริมาณคลอเลสเตอรอลที่ค้างอยู่ในหลอดเลือดในมนุษย์และสัตว์
5. ช่วยบำบัดโรคหัวใจช่วยในการป้องกันอันตรายจากโอโซนในบรรยากาศ
ใช้ในการรักษาโรคเลือดออกใต้ผิวหนัง
ประโยชน์ของวิตามิน เค
1. ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว
2. ทำให้เลือดหยุดไหลได้เร็ว เมื่อเกิดบาดแผล
ประโยชน์ของวิตามิน บี1
1. ช่วยบำรุงประสาท
2. ป้องกันโรคเหน็บชา
3. ช่วยให้กล้ามเนื้อทั่วไป และกล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น
4. ทำให้ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ
ประโยชน์ของวิตามิน บี2
1. ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก
2. ช่วยป้องกันการอักเสบที่ตาและผิวหนัง
3. เป็นส่วนประกอบสำคัญของสีที่เรตินาของลูกตา ซึ่งช่วยให้สายตาปรับตัวในแสงสว่าง
ประโยชน์ของวิตามิน บี6
1. ช่วยรักษาความปกติทางพันธุกรรม
2. ช่วยดูแลการทำงานของเซลล์ประสาท
3. ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน
4. ช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอล
ประโยชน์ของวิตามิน บี12
1. ช่วยควบคุมการทำงานของระบบอาหาร
2. ช่วยไม่ให้เป็นโรคโลหิตจาง
3. มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง
4. มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท
5. มีส่วนในการสร้างกรดนิวคลีอิค(nucleic acid) ซึ่งเป็นพื้นฐานของกรรมพันธุ์
6. มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
7. มีส่วนช่วยให้ร่างกายนำไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์
8. มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท
9. ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ คือ มีความต้านทานต่อโรค มีน้ำหนักและส่วนสูงมากกว่าปกติ
ประโยชน์ของเกลือแร่
1. ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูก ฟัน เลือด
2. ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท
3. ช่วยให้เลือดแข็งตัว และทำให้เลือดหยุดเมื่อร่างกายได้รับบาดแผล
|