ประวัติสหกรณ์โคนมหนองโพฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเจิมป้ายสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2511 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดราชบุรี ซึ่งดำเนินการเลี้ยงโคนมมาก่อนหน้านี้แล้ว
ได้ประสบปัญหาใหญ่ เกี่ยวกับด้านสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบที่รีดได้จากแม่โค ทำให้เกิดความเสียหายแก่น้ำนม
และประสบภาวการณ์ขาดทุนในการประกอบอาชีพ กลุ่มผู้นำเกษตรกรทั้งชาวตำบลหนองโพและเขตใกล้เคียง
จึงได้มีการติดต่อหารือกับ นายจรูญ วัฒนากร ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้น เพื่อให้
หาทางช่วยเหลือ
ซึ่งนายจรูญ วัฒนากรก็ได้ทำการติดต่อกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ช่วยรับซื้อน้ำนมดิบจากกลุ่มเกษตร
กรผู้เลี้ยงโคนมในเขตจังหวัดราชบุรีและทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ยินดีจะรับซื้อ แต่มีปัญหาว่าน้ำนมดิบ
นั้นจะต้องผ่านการทำความเย็นเพื่อรักษาคุณภาพในขณะขนส่งดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจึงรวมกลุ่มกัน
จัดตั้งศูนย์รวมน้ำนมขึ้นโดยมีนายจรูญ วัฒนากรเป็นประธานคณะกรรมการศูนย์ และได้รับการสนับสนุนด้านเงิน
งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรีจำนวน 40,000 บาทรวมกับงบประมาณเพิ่มเติมจากส่วนกลาง
อีกจำนวน 30,000 บาท เป็นทุนในการก่อสร้างอาคารศูนย์รวมน้ำนม พร้อมติดตั้งเครื่องทำความเย็นเปิดดำเนิน
การรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกของศูนย์ รวบรวมจัดส่งให้มหาวิทยาลัยเกษตร
ศาสตร์์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2513
ต่อมา แม้ว่าการดำเนินการของศูนย์รวมน้ำนมจะได้ผลดี แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้กว้างขวางประกอบ
กับเพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำนมดิบที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมที่ก่อตั้งศูนย์รวม
น้ำนมจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่จะจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมขึ้นที่ตำบลหนองโพ โดยตอนต้นปี พ.ศ.2514
นายมนู วิริยานนท์ อธิบดีกรมสหกรณ์ที่ดินในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าการจัดสหกรณ์โคนมเป็นสหกรณ์
รูปแบบใหม่ ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย จึงได้ออกไปประชุมเกษตรกรผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกสหกรณ์ในท้องที่
ตำบลหนองโพด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าผู้เลี้ยงโคนมมีความเห็นชอบในวิธีการสหกรณ์โคนมเป็นเอกฉันท์ จึงได้
ดำเนินการแนะนำให้เกษตรกรพิจารณากำหนดแผนการดำเนินงานของสหกรณ์ขึ้นไว้ ้ต่อจากนั้นมาก็ได้มีการ
ประชุมผู้ริเริ่มสหกรณ์หลายครั้งจนกระทั่งวันที่ 4 มีนาคม 2514 ผู้เลี้ยงโคนมได้ประชุมกันที่ศาลาการเปรียญ
วัดหนองโพ ตำบลหนองโพเพื่อดำเนินการก่อตั้งสหกรณ์มีผู้เข้าชื่อเป็นสมาชิกสหกรณ์ทั้งสิ้นเมื่อแรกตั้ง185คน
ได้มอบหมายให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์รวม 15 นายทำคำขอจดทะเบียนยื่นต่อนายทะเบียนสหกรณ์
ผู้จัดตั้งสหกรณ์ในครั้งนั้นได้แก่
1. นายบุญจันทร์ ป้อมสุข
2. นายเฉลียว คณานุกูล
3. นายวิบูลย์ อรุณประพันธ์
4. นายเหลือ เปลี่ยนขำ
5. นายจรูญ วัฒนากร
6. นายประเวศน์ มังคลรังสี
7. นายใช้ จันทรภิวัฒน์
8. นายวิชัย ชิดเครือ
9. นายวิเชียร หอมหวน
10.นายหยุ้น ตวงสุวรรณ
11.นายอุสาห์ สุคนธมาน
12.ส.อ.เสนาะ วงษ์สวรรค์
13.นายบุญรอด ศรีวรกุล
14.นายสำลี แพรอัตร
15.ส.ต.ท.ทวี แอตาล |
 |
การจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2514 ใช้ชื่อว่า สหกรณ์โคนม ราชบุรี จำกัดเป็น
สหกรณ์ประเภทการบริการโดยสหกรณ์รับโอนทั้งสินทรัพย์และหนี้สินของศูนย์รวมนมมาเป็นของสหกรณ์
ทั้งหมดและในวันที่ 25 ธันวาคม 2516ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี
จำกัด ”เป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตรและใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบันในช่วงระยะก่อนที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
จะก่อตั้งศูนย์รวมน้ำนม และสหกรณ์ขึ้นที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธารามนั้น ในวันที่ 7 ธันวาคม 2512 สถานี
ผสมเทียมจังหวัดราชบุรี ได้นำบรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าเฝ้าละลองธุลีพระบาทในโอกาสที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และในครั้งนั้นเกษตรกร
ผู้เลี้ยงโคนมของจังหวัดราชบุรี ได้ทูลเกล้าถวายฎีกาถึงปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจำหน่าย
น้ำนมดิบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องรับไป
พิจารณาดำเนินการหาทางช่วยเหลือ
ต่อมาในปี 2513 นายทวิช กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ในขณะนั้น ได้มีความสนใจ
เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรที่ตำบลหนองโพและบริเวณใกล้เคียง และเมื่อทราบถึงปัญหาของผู้เลี้ยง
โคนม จึงได้ทูลเกล้าถวายเงินจำนวน 1,400,000 บาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาช่วยเหลือ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงนำเงินนี้ร่วมกับทุนทรัพย์ส่วนพระองค์
จำนวน 1,002,000 บาท มาก่อสร้างและจัดตั้งโรงงานนมผงขึ้น ณ ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัด
ราชบุรีโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ออกแบบ โดยใช้ต้นแบบจากโรงนมผง
สวนจิตรลดา ( โรงนมผงสวนดุสิต )แต่ให้มีกำลังการผลิตเป็นสองเท่าพร้อมทั้งพระราชทานชื่อ
“ โรงนมผงหนองโพ ”และได้เสด็จเปิดโรงงานนมผงหนองโพ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2515 โดยพระองค์กำหนด
ให้ดำเนินการบริหารโรงงานในรูปของบริษัท จำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัดและทรงรับไว้
ในพระบรมราชูปถัมภ์
บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด มีม.ล.เดช สนิทวงศ์เป็นประธานกรรมการเปิดดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยทำการรับซื้อน้ำนมเพื่อแปรรูปเป็นนมผงจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ในวโรกาสนี้
ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปรารภในการจัดตั้งบริษัทนมผงหนองโพราชบุรี จำกัด ซึ่งโปรด
เกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างโรงงานนมผงหนองโพไปเพื่อการนี้แล้วมีความสำคัญดังนี้
ี
1. เมื่อมีการจัดตั้งสหกรณ์โคนมขึ้นที่หนองโพแล้ว ให้จัดตั้งบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด เพื่อประกอบ
ธุรกิจอันเป็นประโยชน์แก่สหกรณ์โคนม ไม่เฉพาะแต่ในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
ให้ครอบคลุมไปถึงกาลข้างหน้าด้วย
..2. บริษัทฯ นี้มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้
......(1) ซื้อนมจากสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมเพื่อจำหน่ายทั้งนมสดและผลิตภัณฑ์นมชนิดต่างๆ
ซึ่งแปรรูปจากนมสดแล้ว
......(2) ซื้อหลักทรัพย์ที่เหมาะสมเพื่อหาผลประโยชน์
......(3) กู้เงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจการของบริษัท
......(4) ซื้อ ขาย เช่า หรือให้เช่าที่ดินเพื่อประโยชน์ธุรกิจของบริษัท
......(5) ประกอบธุรกิจอื่นๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่บริษัท
..3. ให้บริการแก่สหกรณ์โคนมที่ตำบลหนองโพ และสหกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
และเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ (ถ้ามี) ตามที่บริษัทจะพิจารณาเห็นสมควร
..4. โดยที่บริษัทไม่มุ่งหากำไรเป็นที่ตั้ง จึงกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งกำไรไว้ดังนี้
......- กำไรส่วนหนึ่ง หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายและเงินสำรองแล้วจะแบ่งให้สหกรณ์โคนมที่นำนมสด
ของสมาชิกมาขายแก่โรงงานตามส่วนของปริมาณนมที่ส่ง
......- กำไรที่เหลืออยู่ บริษัทจะจ่ายเข้ากองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาของลูกหลานสมาชิกที่เล่าเรียนดีมีความ
ประพฤติเรียบร้อย สำหรับทุนการศึกษาดังกล่าวจะจัดให้ผู้รับทุนเล่าเรียนในวิชาช่าง วิชาครู วิชาพาณิชย์
วิชาเกษตรกรรมและวิชาบัญชี เมื่อเรียนสำเร็จหลักสูตรอาจจะเข้าฝึกงานเพื่อให้มีประสบการณ์ในวิชาที่ได้
ศึกษามากขึ้นแล้วบริษัทจะจัดให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาเข้าทำงานที่โรงงานของบริษัทตามกำลังคนที่ต้องการ
..5. ไม่มีการแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นในบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ ราชบุรี จำกัด แต่ในกรณีที่บริษัทสะสม
เงินกำไรได้เป็นจำนวนมากอาจจะโปรดเกล้า ฯ ให้ใช้เงินสะสมส่วนหนึ่งในการขยายโครงการเพื่อความมั่นคง
แห่งธุรกิจของบริษัทก็ได้
..6. ทุนของบริษัทกำหนดไว้เป็นจำนวน 1,400,000 บาทเป็นทรัพย์สินซึ่งพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทาน
ในการสร้างโรงงานพร้อมด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการผลิตนม
ทุนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นสุดแต่ความจำเป็น ค่าสร้างถนน
ในบริเวณโรงงาน ตั้งถังน้ำ และเดินสายไฟฟ้า จากสายใหญ่เข้าโรงงาน โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เงินกู้มาดำเนินการ
..7. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงถือหุ้นใหญ่
..8. เมื่อถึงเวลาอันสมควร บริษัทจะตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาและค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อันจะเป็นประโยชน์
แก่ธุรกิจของบริษัท มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินดังต่อไปนี้
......(1) พระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
......(2) เงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค
......(3) ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทุนของมูลนิธิ
..9. เมื่องานของสหกรณ์โคนมเจริญก้าวหน้าตามวัตถุประสงค์สมาชิกสหกรณ์ ต่างมีความเข้าใจในหลักสหกรณ์
และดำเนินกิจการของสหกรณ์ได้ดีถูกต้องตามหลักของสหกรณ์ และมีหลักฐานมั่นคงจะทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ ให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ ราชบุรี จำกัดพร้อมด้วยโรงงานให้เป็น
กรรมสิทธิ์ของสหกรณ์และให้สหกรณ์ดำเนินกิจการในรูปสหกรณ์ต่อไปตามพระราชประสงค์ ในกรณีโปรดเกล้าฯ
ให้โอนทรัพย์สินของบริษัท เป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์นั้นให้บริษัทบันทึกการโอนและทำบัญชีหลักทรัพย์
ีตลอดจนเงินสดที่มีอยู่ในเวลานั้นเป็นหลักฐานเพื่อให้สหกรณ์รับไปพระราชปรารภฯ ดังกล่าวนี้ยังมีความปลาบ
ปลื้มแก่บรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมตำบลหนองโพ และผู้สนใจการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพเป็นอย่างยิ่งจนกระทั่ง
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2518 บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพราชบุรี จำกัด( ในพระบรมราชูปถัมภ์ ) จึงรวมเข้า
กับสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน โดยดำเนินกิจการทั้งหมดในรูป
สหกรณ์ใช้ชื่อว่า สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด และได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่
นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ต่อมาในกลางปีพ.ศ.2517คณะกรรมการบริหารบริษัทได้พิจารณาเห็นว่าการผลิตภัณฑ์นมด้วยเครื่องจักร
ในขณะนั้นไม่เหมาะสมทางเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์นมที่ได้ยังไม่ถูกสุขภาพและอนามัย ตลอดจนไม่ได้
มาตรฐานสากล ประกอบกับการเลี้ยงโคนมในจังหวัดราชบุรีได้แพร่หลายมากขึ้น ทำให้ได้น้ำนมดิบเพิ่มมาก
จึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้างโรงงานหลังใหม่ เพื่อเตรียมรับน้ำนมดิบที่เพิ่มนั้นให้หมด โดยคณะกรรมการ
บริษัทมีมติให้กู้เงินจากบริษัทเงินทุนแห่งประเทศไทยจำนวน 8 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่อง
จักรผลิตนมใหม่ที่ได้มาตรฐาน โดยได้ให้ชื่อโรงงานหลังใหม่ว่า “ อาคารเดช สหกรณ์ ” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่
ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ประธานกรรมการบริษัทคนแรกที่ได้อุทิศกำลังกายและกำลังใจให้แก่โครงการของบริษัท
อย่างเต็มกำลัง เพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชดำริไว้และในช่วง
ปลายปีพ.ศ. 2517 ขณะที่บริษัทกำลังดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรผลิตนมใหม่นั้น คณะกรรมการ
บริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการรวมกิจการของบริษัทและสหกรณ์เข้าด้วยกันแล้ว
เนื่องจากสหกรณ์ได้ดำเนินการด้วยดีเป็นปึกแผ่นมั่นคงพอสมควร ประกอบกับการก่อสร้างโรงงานหลังใหม่
สมควรที่สหกรณ์จะได้รับการบริหารไปตังแต่แรก เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต
ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้
โอนกิจการของบริษัทผลิตนมหนองโพจำกัดให้กับสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัดและสำนักราชเลขาธิการ
ได้ออกหนังสือที่ รล 0002/6039 ลงวันที่ 7 กันยายน 2518 แจ้งให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชทานพระบรมราชานุมัติ
ดังนั้น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด จึงได้รับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ
จำกัดมาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2518 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันสหกรณ์ใช้สถานที่เดิมของบริษัทเป็น
สำนักงานและได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังจากโรงงาน
ผลิตภัณฑ์นมหลังใหม่สร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เสด็จพระราช
ดำเนินเปิดอาคารโรงงานผลิตภัณฑ์นมหลังใหม่พร้อมเจิมป้ายชื่อ สหกรณ์โคนมหนองโพร าชบุรี จำกัด
( ในพระบรมราชูปถัมภ์ ) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2521 ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้นได้มีผู้ทูลเกล้าฯ
ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาทเศษ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานเงินทั้งหมดให้
สหกรณ์นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาแก่บุตรหลานของสมาชิก และสหกรณ์นำเงินจำนวนนี้จัดตั้ง
เป็นมูลนิธิใช้ชื่อว่า “ มูลนิธิพระบารมีปกเกล้า ” ดำเนินการจัดสรรดอกผลเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลาน
สมาชิกตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
|